การฝึกอบรม
หลักสูตรฝึกอบรมฯ ได้กำหนดสัดส่วนของการเรียนรู้ โดยแบ่งเป็นงานภาคสนามเพื่อการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติงานจริงร้อยละ 70 และการเรียนรู้ในห้องเรียนในรูปแบบการบรรยายและการประชุมวิชาการร้อยละ 30 โดยสอดแทรกการปรับเจตคติและการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดหลักสูตร รวมทั้งได้รับการปลูกฝังหลักการคิด ประกอบด้วย การคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล การคิดแบบเป็นระบบ และการคิดแบบต่อเนื่องเชื่อมโยง ซึ่งเป็น กระบวนการพัฒนาศักยภาพผู้รับการอบรมโดยอาศัยการทำงานในสถานการณ์จริง ซึ่งจะทำให้ผู้รับการอบรมได้เรียนรู้ การแก้ปัญหาสาธารณสุขด้วยตนเองภายใต้การดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษาที่กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค และที่ศูนย์ฝึกอบรมนักระบาดวิทยาภาคสนาม (Field Epidemiology Training Center: FETC) กรมควบคุมโรค เป็นระยะเวลารวม 3 ปี (three-year in-service training program)
ระยะเวลาการฝึกอบรม
ปีที่ 1
ผู้รับการอบรมจะได้รับการปฐมนิเทศและเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อให้เข้าใจวิธีการเรียน และมีความรู้พื้นฐานเรื่องหลักระบาดวิทยา ชีวสถิติ และระบาดวิทยาของโรคต่างๆ พร้อมทั้งการฝึกปฏิบัติ ทางด้านการเฝ้าระวังและสอบสวนทางระบาดวิทยา ได้แก่
(1) ได้รับการปูพื้นฐานความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบาดวิทยาและชีวสถิติ
(2) ฝึกปฏิบัติการศึกษาและประเมินการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา
(3) ฝึกปฏิบัติและเรียนรู้การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ และการเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ
(4) ฝึกปฏิบัติการตรวจสอบข่าวการระบาดวิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินความเสี่ยงทางระบาดวิทยา ประจำสัปดาห์
(5) ฝึกปฏิบัติการสอบสวนทางระบาดวิทยาในพื้นที่จริงพร้อมสรุปรายงานเบื้องต้นส่งกองระบาดวิทยา ภายหลังกลับจากพื้นที่
(6) นำเสนอผลการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายทุกงานในที่ประชุมวิชาการของ FETP พร้อมบทคัดย่อ
(7) รับฟังการบรรยายเพิ่มเติมเรื่องระเบียบวิธีการวิจัย ชีวสถิติ และระบาดวิทยาของโรคติดต่อ/ โรคไม่ติดต่อ/โรคเอดส์/ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และการบาดเจ็บ ฯลฯ
(8) ฝึกปฏิบัติงานด้านการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล (สำหรับแพทย์) หรือในหน่วยงานอื่น ๆ ตามความเหมาะสม (สำหรับวิชาชีพอื่น)
ปีที่ 2
ผู้ที่รับการอบรมจะผ่านกระบวนการขัดเกลาผลงานที่ได้จากการฝึกปฏิบัติในปีที่ 1 ให้เกิดเป็นองค์ความรู้ ที่สามารถเผยแพร่แก่สาธารณชนได้ รวมทั้งทำการวิเคราะห์สถานการณ์ทางระบาดวิทยา และเตรียมการศึกษาวิจัย ทางด้านระบาดวิทยาหรือโครงการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขโดยใช้วิธีการทางระบาดวิทยา หรือชิ้นงานตามที่ได้รับ มอบหมาย ได้แก่
(1) ศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทางระบาดวิทยา
(2) เขียนและนำเสนอผลการทำงานในที่ประชุมวิชาการระดับประเทศหรือนานาชาติ (ตามที่ได้รับการ คัดเลือกอย่างน้อย 1 เรื่อง)
(3) เป็นพี่เลี้ยงงานตรวจสอบข่าวการระบาด งานสอบสวนโรค และงานประเมินการเฝ้าระวังทาง ระบาดวิทยาในพื้นที่ให้กับผู้รับการอบรมปีที่ 1
(4) เป็นวิทยากรผู้ช่วยหรือวิทยากรหลัก
(5) ฝึกอบรมในต่างประเทศโดยนำผลงานหรือผลการวิจัยไปขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ (เฉพาะผู้ที่ผ่านการพิจารณา)
ปีที่ 3
ผู้รับการอบรมจะผ่านกระบวนการสร้างเสริมประสบการณ์เพื่อให้สามารถนำทักษะและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับในการฝึกอบรมปีที่ 1 และ 2 ไปประยุกต์ใช้ในแก้ปัญหาสาธารณสุขทั้งเชิงนโยบายและการนำไปสู่ ภาคปฏิบัติ โดยผ่านการดำเนินงานศึกษาวิจัยทางด้านระบาดวิทยาหรือโครงการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข การ ฝึกปฏิบัติงานด้านระบาดวิทยาและการป้องกันควบคุมโรคที่หน่วยงานหรือแผนงานโครงการป้องกันควบคุมโรค ต่างๆ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงการเพิ่มพูนทักษะการเป็นอาจารย์พี่เลี้ยงด้านระบาดวิทยาให้กับ แพทย์ประจำบ้านรุ่นน้อง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสาขาต่างๆ ได้แก่
(1) เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิจัยทางด้านระบาดวิทยาหรือโครงการแก้ไขปัญหาสาธารณสุข
(2) ปฏิบัติงานที่หน่วยงานด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพต่างๆ ทั้งระดับประเทศและ/หรือ นานาชาติเป็นระยะเวลารวม 7-8 เดือน
(3) เขียนและนำเสนอผลการทำงานในที่ประชุมวิชาการระดับประเทศหรือนานาชาติ (ตามที่ได้รับ การคัดเลือกอย่างน้อย 1 เรื่อง)
(4) เป็นพี่เลี้ยงงานตรวจสอบข่าวการระบาด งานสอบสวนโรค และงานประเมินการเฝ้าระวังทาง ระบาดวิทยาในพื้นที่ให้กับผู้รับการอบรมปีที่ 1 และ 2
(5) เป็นวิทยากรผู้ช่วยหรือวิทยากรหลัก
(6) ปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันควบคุมโรคด้านอื่นๆ
ผลลัพธ์การฝึกอบรม
แพทย์ที่จบการฝึกอบรมเป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน (ระบาดวิทยา) ต้องมีความสามารถ ขั้นต่ำตามสมรรถนะ หลักทั้ง 6 ด้านดังต่อไปนี้
1. การส่งเสริมป้องกัน เฝ้าระวังควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ในบุคคล ครอบครัว ชุมชน ประชาชน ทั้งในภาวะ ปกติและภาวะวิกฤต (Patient/ Family/ Community/ Population Health Protection and Care)
ก. ตรวจจับและสอบสวนการระบาดและปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ รวมถึงโรคและภัยสุขภาพติดต่อที่มี อันตราย มีความซับซ้อน หรือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ให้ข้อเสนอแนะและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน
ข. พัฒนา ดำเนินการ และประเมินระบบเฝ้าระวังโรคและภัยที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข
ค. วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความเสี่ยง คาดการณ์แนวโน้มและทิศทางของปัญหาสาธารณสุข ที่สำคัญจากข้อมูลในระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปกำหนด เป็นมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้อย่างเหมาะสม
ง. ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาโรคและภัยสุขภาพที่มีความสำคัญของประเทศ ได้แก่ โรคประเภทต่าง ๆ การบาดเจ็บ และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น โภชนาการ อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และภัยธรรมชาติ
จ. ให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน
2. ความรู้และทักษะหัตถการ ด้านเวชกรรมและด้านระบาดวิทยา (Medical and Epiderniological knowledge and Skills)
ก. มีความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานหรือวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบาดวิทยา และเวชศาสตร์ ป้องกันทั่วไป
ข. สามารถนำความรู้ ทักษะ ไปใช้ในการหาสาเหตุและป้องกันโรคใน ผู้ป่วย/ชุมชน/ประชาชนทั้งในภาวะปกติ และภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข
ค. ถ่ายทอดความรู้พื้นฐานทางด้านระบาดวิทยา ชีวสถิติ และปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญ โดยการสอน ฝึกอบรม หรือเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่แพทย์และบุคคลากรอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม
ง. ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาโรคและภัยสุขภาพที่มีความสำคัญของประเทศ ได้แก่ โรคประเภทต่าง ๆ การบาดเจ็บ และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น โภชนาการ อนามัยสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และภัยธรรมชาติ
จ. ให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน
3. ทักษะระหว่างบุคคลและการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Skills)
ก. สามารถสื่อสารกับผู้ป่วย ญาติ และชุมชนโดยตระหนักถึงบริบทที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
ข. สื่อสารกับผู้บริหารและสาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและได้รับการ สนับสนุนในการดำเนินงานทางสาธารณสุข
ค. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเพื่อนร่วมงาน เคารพและทำงานร่วมกับผู้อื่น ทั้งในบทบาทของสมาชิกทีมหรือหัวหน้าทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม
ง. มีภาวะผู้นำและสามารถบริหารจัดการทีม วางแผน จัดสรรทรัพยากร ประสานงาน ดำเนินการ และ ควบคุมกำกับการดำเนินกิจกรรมทางระบาดวิทยาได้อย่างเหมาะสม
จ. นำเสนอผลการศึกษาและข้อมูลทางระบาดวิทยาได้อย่างมีมาตรฐาน ถูกต้องตามหลักการนำเสนอ ผลงานทางวิชาการ
4. การเรียนรู้และการพัฒนาจากฐานการปฏิบัติ (Practice-based learning and Improvement) เพื่อธำรงและ พัฒนาความสามารถในการประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐาน ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของ ผู้ป่วย สังคม และความเปลี่ยนแปลง
ก. สามารถค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ข. วิพากษ์บทความและงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานด้านระบาดวิทยา ระบบเฝ้าระวัง และการสอบสวนควบคุมโรค ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง และสามารถพิจารณา ประยุกต์ใช้วิธีการศึกษาหรือมาตรการป้องกันควบคุมโรครูปแบบใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสม
ค. เรียนรู้เพิ่มประสบการณ์ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ พร้อมทั้งสามารถประเมินความต้องการ ในการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างครอบคลุมทุกด้านที่จำเป็นและวางแผนเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ ตนเองได้
ง. สามารถพัฒนาการทำเวชปฏิบัติของตนเองและทีมสหวิชาชีพผ่านกระบวนการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดการปฏิบัติงาน
5. ความสามารถในการทำงานตามหลักวิชาชีพนิยม (Professionalism)
ก. คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
ข. มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ตรงต่อเวลา แต่งกายเหมาะสม ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ รอบคอบ
ค. มีคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติอันดีต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประชาชน รวมถึงบุคลากร และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เคารพความแตกต่างของบุคคล ชุมชน สังคม
ง. มีความสนใจใฝ่รู้ และสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นมืออาชีพต่อเนื่องตลอดชีวิต (continuous professional development)
6. การทำเวชปฏิบัติให้สอดคล้องกับระบบสุขภาพ (System-based practice)
ก. มีความรู้เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพและระบบการป้องกันควบคุมโรคของประเทศไทย และเครือข่าย ความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างประเทศ
ข. มีความรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและระบบสารสนเทศสุขภาพให้ได้ตามมาตรฐาน
ค. ใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงทั้งประสิทธิผลและความคุ้มค่า และสามารถ ให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมป้องกันโรค ให้เข้ากับบริบทของการบริการสาธารณสุข ได้ตามมาตรฐานวิชาชีพวิธีการฝึกอบรม